ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นิทานพื้นบ้านของไทย : พระลอ  (อ่าน 1268 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แดงคนดี
สมาชิกเว็บไซต์
*****

คะแนนกลอน : 90
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1116


ผู้เริ่มหัวข้อนี้
ไม่เก่งแต่อาศัยใจรัก


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 14 กันยายน 2011, 14:09:53 PM »

นิทานพื้นบ้านของไทย : พระลอ
.. พระลอ ..


                  เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดในภาคเหนือของไทย ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองแมนสรวง พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่า “ นาฏบุญเหลือ ” ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสพระนามว่า “ พระลอดิลกราช ” หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ พระลอ ” กิตติศัพท์ว่าพระองค์เป็นหนุ่มรูปงามเลื่องลือไปทั่วสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ( อ่านว่า เมืองสอง ) ซึ่งเป็นเมืองที่ปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนามว่า “ พรดาราวดี ” และทั้งสองพระองค์มีพระธิดาผู้เลอโสมถึงสองพระองค์พระนามว่า “ พระเพื่อน ” และ “ พระแพง ”



                 เจ้าหญิงเพื่อนและเจ้าแพงได้ยินว่า พระลอเป็นชายหนุ่มรูปงามก็เกิดความสนใจใคร่จะได้ยลโฉม สอง พี่เลี้ยงคือนางรื่น และนางโรยสังเกตเห็นความกระตือรือร้นของนายหญิงของตนก็เข้าใจในพระประสงค์ของทั้งสองพระองค์ สองพี่เลี้ยงจึงอาสาที่จะจัดให้นายสาวของตนได้พบกับพระลอ โดยการส่งคนไปขับซอในนครแมนสรวง ในขณะขับซอ นักดนตรีพรรณนาถึงความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกันพี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพื่อให้ช่วยทำเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสอง



                 เมื่อต้องมนต์เสน่ห์เข้าก็ทำให้พระลอใคร่ที่จะได้ยลโฉม พระเพื่อนพระแพงยิ่งนัก พระองค์เกิดความคลั่งไคล้จนไม่เป็นอันเสวยพระกระยาหารใด ๆ ได้เลย พฤติกรรมอันเปลี่ยนไปของพระองค์นี้ทำให้พระราชชนนีสงสัยว่าจะมีผีมาเข้าสิง สู่แต่ถึงแม้ว่าจะหาหมอผีมาประกอบพิธีขับไล่ผีก็ไม่เป็นผล เพราะพระราชโอรสยังคงมีพฤติการณ์อย่างเดิม



                 เพื่อที่จะได้ยลโฉมเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ผู้เลอโฉม ด้วยพระองค์เอง พระลอจึงทูลลาพระราชชนนีออกประพาสป่า แต่จุดประสงค์หลักก็เพื่อที่จะได้ยลโฉมเจ้าหญิงแห่งเมืองสรองนั่นเอง จากนั้นพระลอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสรองพร้อมด้วยบ่าวสนิทอีก 2 คน คือ นายแก้ว กับนายขวัญ พร้อมกับไพร่พลอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดต้องเดินบุกป่าผ่าดงขึ้นเขาลงห้วยจนกระทั่งมาพบแม่น้ำสายหนึ่งมีชื่อ ว่า “ แม่น้ำกาหลง ”



                 และที่แม่น้ำกาหลงนี้เอง ที่พระลอได้ตั้งอธิฐานเสี่ยงน้ำเพื่อตรวจดูดวงชะตาของพระองค์ ทันทีที่สิ้นคำอธิษฐานในทันใดนั้นในแม่น้ำก็เปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ายเลือดและ ไหลเวียนวนผิดปกติ พระลอก็ทราบได้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นลางร้ายรออยู่เบื้องหน้าของพระองค์ แต่ก็ไม่ทำให้พระองค์เกิดความย่อท้อที่จะได้พบกับหญิงสาวที่พระทัยของ พระองค์เรียกร้อง ถึงแม้ว่าพระองค์เองจะไม่เคยพบนางเลย แต่พระองค์เกิดคลั่งไคล้ในตัวนางทั้งสองยิ่งนัก

                 ในทำนองเดียวกันเจ้าหญิงทั้งสองก็รอการเดินทางมาของ เจ้าชายรูปงามด้วยความกระวนกระวายพระทัย และเกรงว่ามนต์เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายจะไม่เห็นผลในทันที จึงได้ขอร้องปู่เจ้าสมิงพรายอีกครั้งให้ช่วยเนรมิตไก่งามขึ้นตัวหนึ่งที่มี เสียงขันไพเราะ ทั้งสองพระองค์คิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องทำให้พระลอเกิดสนพระทัยและติดตามาจน ถึงเมืองสรองอย่างแน่นอน

                 และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เจ้าหญิงสองตาดหมาย พระลอได้ติดตามไก่เนรมิตไปจนถึงพระราชอุทยาน และได้พบเจ้าหญิงทั้งสองซึ่งกำลังทรงสำราญอยู่ที่นั่นทันทีที่ทั้งสามได้พบ กันก็เกิดความเสน่หาผูกสมัครรักใคร่กันในบัดดล แลก็เป็นเวลาเดียวกับที่นายแก้วกับนายขวัญก็ได้ตกหลุมรักของนางรื่นและนาง โรยผู้ซึ่งเปิดหัวใจต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองโดยไม่รีรอ เช่นกัน ผลปรากฏว่า พระลอและบ่าวคนสนิทของพระองค์ลักลอบเข้าไปอยู่ในพระตำหนักชั้นในซึ่งเป็นที่ ประทับของเจ้าหญิงทั้งสอง



                 อย่างไรก็ตาม ความลับนี้ก็ถูกเปิดเผยเข้าจนได้เมื่อข่าวได้ไปถึงพระกรรณของพระราชาผู้ซึ่งเสด็จมาไต่สวนในทันที และเมื่อพระลอกราบทูลให้ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดในตอนแรก พระองค์ก็ทรงกริ้วมาก แต่ก็ทรงเข้าพระทัยในความรักของคนทั้งสาม และทรงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้ทั้งสามพระองค์ทันที แต่อนิจจา ชีวิตรักของทั้งสามพระองค์ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคเมื่อข่าวการอภิเษกสมรสแพร่ ไปถึงพระกรรณของพระเจ้าย่าของพระเพื่อนและพระแพง พระเจ้าย่าทรงคัดค้านและทรงแค้นพระทัยยิ่งนักที่มีการอภิเษกสมรสโดยไม่มีผู้ ใดกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระเจ้าย่าเองไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสในครั้งนี้ ก็เพราะว่าพระองค์ยังกริ้วอยู่กับการที่พระราชบิดาของพระลอได้ฆ่าพระสวามี ของพระนาง ในการทำสงครามกันนานมาแล้ว พระนางไม่เคยเลิกล้มความอาฆาตแค้นต่อพระเจ้าแมนสรวง ซึ่งไม่เหมือนกันกับพระราชโอรสของพระนางที่รู้จักให้อภัย และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระธิดาทั้งสองของพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับ โอรสของศัตรู

                 ด้วยการอ้างเอาพระราชโองการของพระราชโอรสของพระนางคือ ท้าวพระพิชัยวิษณุกร พระเจ้าย่าจึงสั่งให้ทหารล้อมพระลอและไพร่พลเอาไว้ ในขณะที่พระลอกับไพร่พลต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่นั้นพระนางก็สั่งให้ทหารระดม ยิงธนูเข้าใส่ ธนูที่พุ่งมาใส่พระองค์และไพร่พลนั้นราวกับห่าฝนจนไม่อาจจะต้านทานได้ และเพื่อปกป้องชีวิตของชายคนรักพระเพื่อนกับพระแพงจึงเข้ามาขัดขวางโดยใช้ ตัวเองเป็นโล่กำบังให้พระลอ แต่อนิจจาทั้งสามต้องมาสิ้นพระชนม์ในอ้อมกอดของกันและกันท่ามกลางศพของบ่าว ไพร่ ณ ที่ตรงนั้นเอง ทันใดนั้นทั้งสองเมืองก็ต้องตกอยู่ในความวิปโยคต่อการจากไปของทั้งสาม พระองค์ผู้บูชาในรักแท้ ถึงแม้เรื่องราวจะจบเพียงแค่นี้ แต่เนื้อเรื่องก็ยังกินใจผู้อ่านไปอีกนานแสนนาน


แง่คิด   :    รักแท้คือความเสียสละและตายแทนกันได้


บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: